POS-PJun12aw3

.

ธุรกิจเปิดร้านเบเกอรี่เป็นอีกธุรกิจในฝันของหลายคน ซึ่งการเปิดร้านเบเกอรี่ให้ประสบความสำเร็จนั้น มีหลายรายละเอียดที่เจ้าของกิจการต้องเข้าใจและจัดการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดการวัตถุดิบ ฝีมือในการทำเบเกอรี่ การควบคุมคุณภาพของสินค้า การสร้างแบรนด์และการทำการตลาด ฯลฯ 

เจ้าของกิจการร้านเบเกอรี่มือใหม่ จะต้องเตรียมตัวเปิดร้านอย่างไรบ้าง? POS&Print ได้รวบรวม 10 เรื่องที่ต้องรู้มาไว้ในบทความนี้แล้ว พร้อมกับตอบข้อสงสัยสำคัญเรื่องต้นทุนที่ต้องเตรียมสำหรับเปิดร้านเบเกอรี่

 ตอบคำถาม เปิดร้านเบเกอรี่ต้องลงทุนเท่าไร

จะลงทุนเปิดร้านเบเกอรี่ต้องใช้เงินทุนเท่าไร ต้องดูก่อนว่า ร้านที่เราต้องการเปิดเป็นร้านประเภทไหน เป็นร้านประเภทรับขนมมาขาย ทำขนมขายแบบซื้อกลับบ้าน หรือเปิดร้านเบเกอรี่เป็นคาเฟ่ที่ให้คนเข้ามานั่งรับประทานได้ ซึ่งแต่ละประเภทของร้านก็จะมีต้นทุนที่แตกต่างกัน แจกแจงโดยประมาณการได้ ดังนี้ 

หมายเหตุ ต้นทุนเปิดร้านเบเกอรี่ในบทความนี้เป็นเพียงประมาณการอย่างคร่าวเท่านั้น ต้นทุนที่แท้จริงแปรผันกับสินค้าในตลาด จำนวนและประเภทของสิ่งที่ใช้ทำร้าน วัตถุดิบเบเกอรี่ที่แตกต่างกันไป ฯลฯ

ร้านเบเกอรี่ประเภทรับขนมมาขาย (2,000 - 15,000 บาท) 

ร้านเบเกอรี่ประเภทรับขนมมาขายต่อ สามารถเปิดร้านได้ตั้งแต่การตั้งโต๊ะขายในตลาด ตลาดนัด ตั้งขายหน้าบ้านในย่านชุมชน ฯลฯ ซึ่งต้นทุนส่วนใหญ่ คือ ต้นทุนในการซื้อขนมมาขายที่ขึ้นอยู่กับปริมาณของสินค้าและราคาของร้านขายส่ง ทั้งนี้ ถ้ามีหน้าร้านและมีค่าเช่าร้านก็จะบวกต้นทุนส่วนนี้เพิ่มเติม 

ร้านเบเกอรี่ทำขนมขายเอง (30,000 - 100,000 บาท) 

สำหรับร้านเบเกอรี่ที่ผลิตและขายเอง จะมีต้นทุนส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะต้นทุนคงที่ที่เป็นค่าร้านและค่าอุปกรณ์ค่อนข้างมาก สามารถแจกแจงต้นทุนอย่างคร่าว ได้ดังนี้ 

ต้นทุนคงที่

  • เครื่องผสมแป้ง 3,500 - 17,000 บาท 
  • เตาอบ 15,000 - 35,000 บาท 
  • ตู้แช่เย็นโชว์สินค้า 10,000 - 25,000 บาท 
  • อุปกรณ์อื่น ๆ ประมาณ 5,000 บาท (เช่น ตาชั่ง ที่ตวง ที่ร่อนแป้ง ไม้พาย ฯลฯ) 
  • เครื่องคิดเลข แคชเชียร์ หรือเครื่องคิดเลขระบบ POS ประมาณ 1,500 - 5,000 บาท 
  • *ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ยังไม่นำมาคำนวณ เช่น ค่าเช่าพื้นที่ ค่าพนักงาน ฯลฯ 

ต้นทุนแปรผัน ประมาณ 4,000 บาท

  • วัตถุดิบ เช่น แป้ง นำ้ตาล สีผสมอาหาร ครีม ฯลฯ
  • อุปกรณ์ที่แล้วหมด เช่น กระดาษไข ถุงบีบครีม กระดาษรองอบ บรรจุภัณฑ์ ฯลฯ 

เปิดร้านเบเกอรี่แบบนั่งทานได้ (100,000 - 250,000 บาท) 

สำหรับร้านคาเฟ่เบเกอรี่แน่นอนว่า ต้องมีค่าตกแต่งร้าน ค่าโต๊ะ-เก้าอี้ รวมไปถึงต้นทุนเกี่ยวกับเมนูเครื่องดื่มที่จำเป็นต้องมีเพื่อขายคู่กับเบเกอรี่ 

ต้นทุนคงที่ 

  • เครื่องผสมแป้ง 3,500 - 17,000 บาท
  • เตาอบ 15,000 - 35,000 บาท 
  • ตู้แช่เย็นโชว์สินค้า 10,000 - 25,000 บาท 
  • ค่าเครื่องทำกาแฟ 4,000 - 20,000 บาท 
  • อุปกรณ์อื่น ๆ ประมาณ 8,000 - 10,000 บาท (อุปกรณ์ทำขนมและเครื่องดื่ม) 
  • เครื่องคิดเลข แคชเชียร์ หรือเครื่องคิดเลขระบบ POS ประมาณ 1,500 - 5,000 บาท 
  • ค่าตกแต่งร้าน โต๊ะ เก้าอี้ ฯลฯ ประมาณ 50,000 - 150,000 บาท 
  • *ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ยังไม่นำมาคำนวณ เช่น ค่าเช่าพื้นที่ ค่าพนักงาน ฯลฯ 

ต้นทุนแปรผัน ประมาณ 8,000 - 10,000 บาท

  • วัตถุดิบขนม เช่น แป้ง น้ำตาล สีผสมอาหาร ครีม ฯลฯ 
  • วัตถุดิบเครื่องดื่ม เช่น นำ้ตาล 
  • อุปกรณ์ที่แล้วหมด เช่น กระดาษไข ถุงบีบครีม กระดาษรองอบ บรรจุภัณฑ์ หลอด แก้วน้ำ ฯลฯ

และนอกเหนือจากต้นทุนที่แบ่งตามประเภทของร้านแล้ว อีกปัจจัยที่ทำให้แต่ละร้านใช้ต้นทุนเปิดร้านเบเกอรี่ไม่เหมือนกัน คือ “ประเภทของเบเกอรี่/ขนม” ซึ่งมาจากวัตถุดิบและกระบวนการผลิตที่ใช้ทรัพยากรแตกต่างกัน เช่น ร้านเบเกอรี่ที่เน้นขนมเค้ก พายและเบเกอรี่โรล (ครัวซองต์ พัฟ พาย) จะมีต้นทุนสูงกว่าร้านเบเกอรี่ที่เน้นขนมปัง ฯลฯ

10 เรื่องต้องรู้เตรียมตัวเปิดร้านเบเกอรี่ (ให้ไม่เจ๊ง)

รู้ต้นทุนของการเปิดร้านเบเกอรี่กันไปบ้างแล้ว หากคุณอยากเป็นผู้ประกอบการร้านเบเกอรี่ 10 เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่คุณต้องรู้และเตรียมความพร้อม 

1. รู้จักประเภทเบเกอรี่ วิธีการทำ และต้นทุน

คำว่า “ร้านเบเกอรี่” ก็มีประเภทของร้านที่แตกย่อยออกไปหลายแบบ โดยนอกจากประเภทร้านที่แบ่งไปข้างต้นแล้ว ก่อนจะเปิดควรคำนึงถึงต้นทุนสินค้าที่จะผลิต นั่นคือ ประเภทของเบเกอรี่ที่จะทำ เพราะเบเกอรี่แต่ละประเภท แม้ว่าจะมีวัตถุดิบหลักคล้ายคลึงกัน แต่กระบวนการทำ ของตกแต่ง ระยะเวลาในการทำก็แตกต่างกันไป ทำให้ต้นทุนโดยรวมของขนมแต่ละชิ้นแตกต่างกันไม่น้อย

ร้านเบเกอรี่ที่ตั้งใจเปิดจะเป็นร้านที่เน้นทำขนมปัง ทำเค้ก หรือทำขนมประเภทพาย หรือจะเป็นร้านเบเกอรี่ใหญ่ที่ทำเบเกอรี่ทุกประเภท เจ้าของกิจการต้องทำความเข้าใจกระบวนการทำให้เข้าใจ รวมถึงพิจารณาเรื่องต้นทุนต่าง ๆ ให้รอบคอบก่อนตัดสินใจว่า ร้านจะเลือกขายอะไรบ้าง 

2. เปิดร้านเองหรือแฟรนไชส์ดี 

การเปิดร้านเบเกอรี่มีหลายองค์ประกอบให้ต้องคิดต้องเตรียมค่อนข้างมาก ทั้งนี้ มีอีกทางเลือกหนึ่งก็คือ การลงทุนแฟรนไชส์เบเกอรี่ จะช่วยลดขั้นตอนในการเตรียมความพร้อมต่าง ๆ ลง และทำให้เปิดร้านได้จริงในเวลาอันรวดเร็ว เพราะเจ้าของแฟรนไชส์จะมีสูตรขนม ขั้นตอน รวมถึงอุปกรณ์ต่าง ๆ จำหน่ายให้อยู่แล้ว จึงเป็นอีกทางเลือกที่อยากให้คนที่มีความฝันเปิดร้านเบเกอรี่ลองพิจารณาดู 

เปิดร้านเบเกอรี่เอง 

ต้นทุนเปิดร้านเอง: ตั้งแต่ 2,500 - 500,000 บาท หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับการตกแต่งร้านและปัจจัยอื่น ๆ 

  • ได้คิดและออกแบบทุกอย่างเอง ตั้งแต่เมนูที่จะขาย สูตรขนม การตกแต่งร้าน ฯลฯ 
  • ควบคุมงบประมาณให้ต่ำลงได้ด้วยตัวเอง 
  • สามารถปรับเปลี่ยนแผนการตลาด กลยุทธ์การขาย เมนูที่ขายและราคาที่ขายได้ตลอด 
  • มีความเสี่ยงว่า ลูกค้าจะชอบหรือไม่ชอบสูงกว่าแฟรนไชส์ 

ลงทุนเปิดร้านเบเกอรี่แฟรนไชส์ 

ต้นทุนแฟรนไชส์: เริ่มต้นตั้งแต่ 30,000 บาท (เมนูเดียว เช่น ขนมปังสอดไส้ วาฟเฟิล) - 700,000 บาท

  • ได้สูตรขนม ขั้นตอน อุปกรณ์ และได้แบรนด์มาทำครบถ้วนเบ็ดเสร็จ 
  • ต้นทุนในการลงทุนไม่ผันผวนมาก หากแฟรนไชส์เป็นผู้จำหน่ายวัตถุดิบ (ทำหน้าที่เป็น Supplyer) 
  • แบรนด์ช่วยทำการตลาดและโปรโมทร้านให้ 
  • สามารถเลือกแฟรนไชส์ที่แบรนด์ติดตลาด/ลูกค้ารู้จักอยู่แล้วมาทำได้ ช่วยการันตียอดขายได้ระดับหนึ่ง 

3. เตรียมอุปกรณ์ที่ต้องใช้ให้ครบ 

ลิสต์อุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการทำเบเกอรี่ออกมาทั้งหมด พร้อมทั้งหาราคา เลือกอุปกรณ์ที่ใช้ และคำนวณเป็นต้นทุนตั้งต้นในการเปิดร้าน โดยข้อนี้ สามารถคำนวณคร่าว ๆ เพื่อตัดสินใจว่า ในระยะแรกร้านอยากทำเมนูอะไรขายก่อน หากต้องการลดต้นทุนในการเปิดร้านลง และค่อยขยับขยายร้านในภายหลัง 

ยกตัวอย่างอุปกรณ์สำหรับเปิดร้านเบเกอรี่ 

  • อุปกรณ์ชั่งตวง: ช้อนตวง ถ้วยตวง ตาชั่งดิจิทัล 
  • อุปกรณ์ผสม เช่น ตะกร้อมือ เครื่องผสมอาหารแบบมือถือ เครื่องผสมอาหารแบบตั้งโต๊ะ ไม้พาย ชามผสม ที่ร่อนแป้ง ไม้คลึงแป้ง 
  • เตาอบไฟฟ้าหรือเตาอบแก๊ส 
  • อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการอบ เช่น ตะแกรงอบ ถาดอบ พิมพ์อบขนม กระดาษรองอบ 
  • อุปกรณ์ตกแต่ง เช่น หัวบีบและถุงบีบครีม สปาตูลาหรือที่เกลี่ยหน้าเค้ก แท่นวางเค้ก 
  • และอุปกรณ์อื่น ๆ 

4. ต้นทุนและการเตรียมเงินทุนเปิดร้าน 

พยายามคำนวณต้นทุนที่ต้องใช้ในการเปิดร้านทั้งหมดเพื่อดูว่า ต้องใช้งบประมาณในการเปิดร้านเท่าไร โดยนำประเภทร้านและประเภทขนมที่จะขายมาคำนวณกับอุปกรณ์ แบ่งการคำนวณคร่าว ๆ ออกเป็น 2 ต้นทุน ได้แก่ ต้นทุนในการเปิดร้าน และต้นทุนที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือน

ยกตัวอย่างรายการต้นทุนที่ต้องนำมาคำนวณ เช่น

ต้นทุนเปิดร้าน 

  • ค่าอุปกรณ์-ภาชนะทั้งหมด
  • ค่าสถานที่ 
  • ค่าก่อสร้างและตกแต่งร้าน 

ต้นทุนที่ต้องจ่ายทุกเดือน 

  • ค่าเช่าร้าน
  • ค่าจ้างพนักงาน
  • ค่าผ่อนสินเชื่อ (เช่น สินเชื่อที่กู้มาทำร้านหรือสินเชื่อที่กู้มาเพื่อประกอบธุรกิจ)
  • วัตถุดิบและของที่ใช้แล้วหมดไป (ต้นทุนผันแปร) 
  • เบ็ดเตล็ด (ต้นทุนผันแปรอื่น ๆ เช่น ค่าทำการตลาด ค่าซ่อมแซม ) 

ร้านจะต้องเตรียมเงินเท่าไรในการเปิดร้าน? ให้นำ ต้นทุนเปิดร้าน + (ต้นทุนที่ต้องจ่ายทุกเดือน x 3) โดย “ต้นทุนที่ต้องจ่ายทุกเดือน” ควรจะคูณ 3 เพราะว่า ร้านควรเตรียมเงินสดสภาพคล่องไว้สำหรับทำธุรกิจในระยะแรกอย่างน้อย 3 - 6 เดือน เพื่อให้ร้านดำเนินกิจการไปต่อได้ในช่วงตั้งต้น ทั้งนี้ ต้นทุนส่วนนี้จำเป็นต้องนำค่าผ่อนสินเชื่อเข้ามาคำนวณไว้ด้วย 

อ่านเพิ่มเติม: ตัวอย่างการคำนวณต้นทุนธุรกิจร้านกาแฟแบบละเอียด 

5. ศึกษาคู่แข่งและตลาด 

ศึกษาคู่แข่งหรือร้านเบเกอรี่เจ้าอื่น ๆ ในละแวกเดียวกัน เพื่อนำมาปรับปรุงกลยุทธ์ในการทำธุรกิจของร้าน สร้างความแตกต่าง และจุดขายที่สามารถดึงดูดลูกค้าให้มาเลือกซื้อเบเกอรี่ร้านใหม่ของเราได้ 

เจ้าของกิจการสามารถพิจารณาคู่แข่งในเรื่องเหล่านี้ในเบื้องต้นได้ 

  • ร้านคู่แข่งขายอะไรบ้าง (Product Offering) มีเมนูอะไรที่น่าสนใจและเป็นที่นิยม จุดเด่นของสินค้าร้านคู่แข่งคืออะไร 
  • ราคาและคุณค่า (Pricing & Value) ที่ร้านคู่แข่งมอบให้กับลูกค้าเป็นอย่างไร ขายสินค้าราคาเท่าไร มอบคุณค่าอะไรให้บ้าง เช่น ความอร่อย วัตถุดิบชั้นดี การบริการ ฯลฯ เมื่อเปรียบเทียบกลยุทธ์และคุณค่าของร้านเราแล้ว จุดยืนแตกต่างกันอย่างไร จริง ๆ แล้วลูกค้าพอใจที่จะจ่ายสินค้าที่เท่าไรด้วยคุณค่า/คุณภาพประมาณไหน 
  • กลุ่มเป้าหมายของร้านคู่แข่งคือใคร (Target Market) เช่น กลุ่มนักเรียน กลุ่มคนทำงาน เป็นเพศใด อายุและรายได้เท่าไร และกลุ่มเป้าหมายของร้านเราและคู่แข่งแตกต่างกันอย่างไร 
  • Branding และการโปรโมทร้าน (Branding and Marketing) ของคู่แข่งเป็นอย่างไร นำเสนอแก่นอะไรเป็นจุดขาย 
  • ข้อคิดเห็นและประสบการณ์ของลูกค้า (Customer Feedback and Experience) เป็นอย่างไร ลูกค้าชอบอะไรหรือไม่ชอบอะไรในร้านคู่แข่ง มีเรื่องใดที่ลูกค้าอยากได้แต่ร้านคู่แข่งยังไม่มีให้ 

6. การนำเสนอจุดเด่นของร้าน 

เมื่อศึกษาคู่แข่งมาแล้ว ร้านสามารถคิดต่อยอดจากคำถามข้างต้นว่า จุดยืนของร้านในปัจจุบันหรือที่กำลังจะเปิดร้านเป็นอย่างไร แตกต่างจากคู่แข่งอย่างไรบ้าง แล้วจุดแข็ง/จุดเด่นอะไรที่จะสามารถดึงดูดลูกค้าที่มีทางเลือกมากมายมาซื้อเบเกอรี่จากร้านของเราได้ 

เมื่อร้านคิดและได้จุดแข็งของร้านออกมาแล้ว ก็สามารถนำมาโปรโมทหรือสร้างแบรนด์ดิ้งให้กับร้านได้ เช่น นำเสนอสินค้าที่อาจจะมีราคาถูกลงมาหน่อย แต่มีตัวเลือกที่หลากหลายมากกว่าร้านคู่แข่ง ดึงดูดให้ลูกค้าที่ต้องการเปลี่ยนเมนูซื้ออยู่เรื่อย ๆ 

7. การพัฒนาสูตรและเมนูของร้าน

การเปิดร้านเบเกอรี่ให้ประสบความสำเร็จ อีกเรื่องสำคัญ คือ “มาตรฐาน” โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรฐานรสชาติและคุณภาพของขนมแต่ละชิ้น หากขนมที่ลูกค้าซื้อไปรับประทานในแต่ละครั้งไม่เหมือนกัน เหตุการณ์นี้สามารถทำให้ลูกค้าสูญเสียความเชื่อมั่นในร้านและเปลี่ยนใจไปอุดหนุนร้านเบเกอรี่ร้านอื่นได้

วิธีป้องกันปัญหาเรื่องมาตรฐานไม่สม่ำเสมอ ร้านสามารถทำได้ด้วยการกำหนด “SOP” หรือ Standard Operation Procedure ขึ้นมาได้ โดย SOP นั่นคือ การเอกสารที่เขียนขึ้นเพื่อระบุว่า อะไรต้องทำอย่างไร ใช้อะไรบ้าง มีขั้นตอนอย่างไร ยกตัวอย่างสิ่งที่ร้านเบเกอรี่ควรเขียน SOP สำหรับร้านไว้ เช่น 

  • สูตรและขั้นตอนในการทำเบเกอรี่
  • วิธีจัดจานเสิร์ฟ วิธีแพ็กสินค้าลงกล่อง ฯลฯ
  • การใช้งานและดูแลอุปกรณ์ภายในร้าน
  • การบริการลูกค้า เช่น การรับลูกค้า การเสิร์ฟ การส่งลูกค้า การรับมือลูกค้าเมื่อโดนตำหนิ ฯลฯ 

สำหรับเรื่องวิธีการในการทำหรือขั้นตอน ร้านสามารถบันทึกเป็นวิดีโอที่สามารถส่งต่อให้กับพนักงานดูได้ 

อ่านเพิ่มเติม: 10 กลยุทธ์การบริหารธุรกิจร้านอาหาร ที่สามารถปรับใช้กับการเปิดร้านเบเกอรี่ได้ 

8. ทำเลและช่องทางการขาย 

ทำเลตั้งร้านถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการค้าขาย หากร้านได้ทำเลที่ดี มีทางเข้า-ออกสะดวก อยู่ในย่านชุมชนหรือมีผู้คนสัญจร แน่นอนว่า ย่อมมีโอกาสที่ลูกค้าจะเข้าร้านสูงกว่าทำเลที่มีคนมองเห็นน้อยกว่า นอกจากนี้ ร้านควรเลือกทำเลที่สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายและจุดยืนของแบรนด์ (Brand Positioning) กลุ่มเป้าหมายคือใคร เขาใช้ชีวิตอยู่ที่ไหน ร้านก็ต้องนำมาพิจารณาในการเลือก จะเปิดในห้างสรรพสินค้า ในตลาดนัด ละแวกออฟฟิศหรือสถานศึกษา ฯลฯ ก็ขึ้นอยู่กับกลุ่มเป้าหมายและจุดยืนของร้าน 

และนอกจากทำเลที่เป็นตำแหน่งที่ตั้งจริง ๆ แล้ว ร้านอาจพิจารณามองหา “ทำเลบนโลกออนไลน์” ไว้เป็นอีกหน้าร้านหนึ่ง เพื่อเพิ่มโอกาสในการขายได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเปิดหน้าร้านบนโซเชียลมีเดียช่องทางต่าง ๆ และบนแอปพลิเคชันเดลิเวอรี (Food Delivery) เช่น LINE MAN, Grab, Robinhood ฯลฯ 

9. วางแผนการจัดการและการบริหารร้านให้ดี 

อีกเรื่องสำคัญที่จะขาดไปไม่ได้ในการทำธุรกิจ คือ เรื่องของการบริหารจัดการร้านและบัญชี ซึ่งมีหลายเรื่องที่คนอยากเปิดร้านเบเกอรี่จำเป็นต้องรู้และทำ ไม่ว่าจะเป็นการบริการต้นทุน การทำบัญชีร้าน การบริหารจัดการออร์เดอร์ 

เรื่องเหล่านี้อาจเป็นเรื่องที่ชวนปวดหัวสำหรับผู้ประกอบการหลาย ๆ คน แต่ในปัจจุบัน เราไม่จำเป็นต้องทำเรื่องทั้งหมดเหล่านั้นด้วยตัวเองได้ เพราะทุกวันนี้มีระบบเครื่องคิดเงินอัจฉริยะอย่าง เครื่องคิดเงินระบบ POS (Point of Sales) ที่เป็นทั้งเครื่องคิดเงิน/แคชเชียร์ เป็นระบบบัญชี และระบบคลังสินค้าได้ภายในตัว ช่วยจัดการเรื่องต่าง ๆ ภายในร้านได้ เช่น

  • คิดเงิน รับชำระเงิน
  • พิมพ์ใบเสร็จหรือออกสลิปเรียกเก็บเงิน (เช่น สำหรับ QR-Code Payment)
  • บันทึกธุรกรรม เก็บข้อมูลการขาย
  • บันทึกค่าใช้จ่าย
  • จัดการคลังสินค้า
  • จัดการระบบสมาชิก (Loyalty Program)
  • ตรวจสอบยอดขาย 
  • รองรับรูปแบบการจ่ายเงินหลายรูปแบบ เช่น QR-Code, เงินสด, บัตรเครดิต ฯลฯ 

รองรับรูปแบบการจ่ายเงินหลายรูปแบบ เช่น QR-Code, เงินสด, บัตรเครดิต ฯลฯด้วยความสามารถเหล่านี้ จะช่วยให้ร้านสามารถรู้ความเคลื่อนไหวของธุรกรรมต่าง ๆ รู้ว่าเงินเข้า-เงินออกอย่างไร รู้ว่าใช้ต้นทุนวัตถุดิบไปเท่าไรที่ละเอียดเพื่อควบคุมต้นทุนได้ รวมไปถึงรู้ว่าอะไรขายดี-ขายไม่ดี เพื่อนำมาวางแผนต่อยอดกลยุทธ์การขายและการตลาดได้ 

อ่านเพิ่มเติม: วิธีการทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายสำหรับธุรกิจ SME 

10. การทำการตลาดและงบการตลาด 

เจ้าของกิจการสามารถนึกวางแผนก่อนเปิดร้านเบเกอรี่ได้ว่า จะโปรโมทร้านอย่างไรและผ่านช่องทางไหนบ้าง ซึ่งการทำการตลาดให้ร้านนั้น ประกอบไปด้วยการโปรโมทแบบออฟไลน์ (Offline) และออนไลน์ (Online)

  1. ร้านจะทำอะไรบ้างเพื่อโปรโมทร้านแบบออฟไลน์: แจกใบปลิว ทำป้ายร้าน ติดป้ายร้านตามสถานที่ต่าง ๆ การจัดสื่อโฆษณาหน้าร้าน ฯลฯ รวมไปถึงการจัดกิจกรรมหรือโปรโมชันสินค้าเพื่อดึงดูดลูกค้า เช่น แจกฟรี ซื้อ 1 แถม 1 เลือกเหมาราคาเดียว คูปองสะสมแต้ม ฯลฯ 
  2. การทำการตลาดออนไลน์: เปิดเพจหรือบัญชีโซเชียลมีเดีย การทำคอนเทนต์โปรโมทร้านและสินค้า การทำสื่อโปรโมทกิจกรรมและโปรโมชัน รวมไปถึงการทำโฆษณาและใช้ฟีเจอร์โปรโมชันบนแพลตฟอร์ม Food Delivery 

สิ่งเหล่านี้ เจ้าของร้านสามารถศึกษาด้วยตัวเอง คิดและวางแผนก่อนเปิดร้านได้

สรุป

จะเปิดร้านเบเกอรี่ให้รอดต้องทำอย่างไร? เปิดแล้วจะคุ้มหรือไม่คุ้มลงทุน? 

เช่นเดียวกับการทำธุรกิจประเภทอื่น ๆ เจ้าของร้านจะต้องรู้ว่าต้นทุนและกำไรเป็นอย่างไร โดยคนที่อยากเปิดร้านเบเกอรี่ อาจเตรียมเงินสำหรับการเปิดร้านได้ตั้งแต่เงินลงทุนตั้งต้นเพียงหลักพัน และ

อาจสูงได้มากกว่า 700,000 บาท ได้ โดยต้นทุนสำคัญนั้นมาจากค่าอุปกรณ์ ค่าที่ ค่าจ้าง และต้นทุนหมุนเวียน รวมไปถึงค่าแฟรนไชส์ (กรณีที่เปิดร้านแฟรนไชส์) 

คำถามตั้งต้นในการเปิดร้านเบเกอรี่ คือ เจ้าของร้านต้องสรุปให้ได้ก่อนว่า จะเปิดเองหรือซื้อแฟรนไชส์ ประเภทขนมที่อยากขายคืออะไร การวิเคราะห์ตลาดและคู่แข่งเพื่อออกแบบเมนูหรือกำหนดสิ่งที่จะขาย จากนั้นจึงลองคิดคำนวณต้นทุน-รายได้คาดหวังต่อเดือนดูว่าเป็นอย่างไร มีอะไรที่ปรับแผนได้ไหมเพื่อให้ร้านอยู่ร้าน 

POS&Print เพื่อคู่คิดผู้ประกอบการ หวังว่า บทความนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้คุณเปิดร้านเบเกอรี่ได้สำเร็จ 

แหล่งอ้างอิง