เทคนิคบริหารภาษีสำหรับธุรกิจ SME ร้านค้าปลีก ร้านขนาดเล็ก อัปเดต 2023
เจ้าของธุรกิจ SME หลายคนคงรู้สึกเหมือนกันว่าเรื่องของภาษีนั้นเข้าใจยาก และซับซ้อน แถมยังมีรายละเอียดยิบย่อยมากมายที่ต้องทำความเข้าใจ ไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มศึกษายังไง วางแผนบริหารการเงิน ทำบัญชี และภาษีแบบไหน และต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญด้วยหรือไม่
ในบทความนี้ POS&Print ได้รวบรวมข้อมูลที่ครอบคลุมเรื่องของประเภทภาษี SME พร้อมหยิบยกเทคนิคการบริหารภาษีพร้อมนำเสนอสำหรับเจ้าของธุรกิจ SME ทุกคน
ประเภทภาษีสำหรับธุรกิจ SME
ภาษีเงินได้นิติบุคคล
เป็นภาษีที่รัฐเรียกเก็บจากผู้ประกอบการที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ทั้งในรูปแบบของบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งจะเรียกเก็บไม่เกิน ร้อยละ 30 ของกำไรสุทธิ์
โดยกรมสรรพกรจะเป็นผู้เรียกเก็บภาษีโดยนำส่งรายได้ให้รัฐบาล และใน 1 ปีต้องยื่นทั้งหมด 2 ครั้ง คือภาษีเงินได้ครึ่งปีแรกใช้ ภ.ง.ด 51 และภาษีเงินได้ ประจำปีใช้ ภ.ง.ด 50
.
ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
ชื่อบอกตามตัวเลยว่าคือภาษีหัก ณ ที่จ่าย ถ้ามีการจ่ายเงินกันเกิดขึ้นผู้จ่ายเงินต้องมีการหักเงินจำนวนหนึ่งไว้ตามที่ตกลง เพื่อส่งภาษีให้แก่รัฐแทนผู้รับเงิน ถ้าให้อธิบายง่ายๆ คือ เราเป็นเจ้าของกิจการ เราต้องจ่ายเงินแก่พนักงาน โดยมีการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย และภาษีที่หักออกมาจากเงินเดือนของพนักงานแล้ว เราต้องนำส่งสรรพกรด้วย
ซึ่งประเภทที่ยื่นก็มี 2 ประเภทด้วยกัน คือ หัก ณ ที่จ่ายแบบบุคคลธรรมดาใช้ ภ.ง.ด 3 และหัก ณ ที่จ่ายแบบนิติบุคคลใช้ ภ.ง.ด 53 โดยต้องนำส่งภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป อย่างที่ควรรู้ไว้การหักภาษี ณ ที่จ่ายจะไม่เกินอัตราร้อยละ 3
ตัวอย่างการเรียกเก็บภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
วิธีการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย มีอยู่ด้วยกัน 2 รูปแบบ คือ หัก ณ ที่จ่ายแบบออกให้ตลอดกับออกให้ครังเดียว โดยแต่ละรูปแบบมีรายละเอียดและวิธีการคำนวณดังนี้
.
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายแบบออกให้ตลอด
เป็นรูปแบบภาษีหัก ณ จ่าย ในกรณีบริษัทซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้ออกหัก ณ ที่จ่ายแทนผู้รับไปตลอด มีสมการดังนี้
.
จำนวนเงินได้ที่จ่าย x อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย / (100 - อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย)
.
ยกตัวอย่าง
กำหนดให้เป็นค่าเงินเดือนพนักงานร้าน จำนวนเงิน 25,000 บาท จำเป็นต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3%
.
จำนวนเงินหัก ณ ที่จ่ายแบบออกให้ตลอด
25,000 x 3 / (100 - 3) = 773.19 บาท
.
โดยในใบหัก ณ ที่จ่าย จะเขียนว่าเงินได้ 25,773.19 บาท เงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายเท่ากับ 773.19 บาท และเงินที่ผู้รับเงินได้จริงจะเท่ากับ 25,000 บาท
.
ภาษี หัก ณ ที่จ่ายแบบออกให้ครั้งเดียว
เป็นรูปแบบภาษีหัก ณ ที่จ่าย ในกรณีบริษัทซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้ออกหัก ณ ที่จ่ายแทนผู้รับในครั้งแรกเพียงครั้งเดียว มีสมการดังนี้
.
(จำนวนเงินได้ที่จ่าย + ภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ออกให้ครั้งเดียว) x อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย
.
ตัวอย่าง
กำหนดให้เป็นค่าเงินเดือนพนักงานร้าน จำนวนเงิน 25,000 บาท จำเป็นต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3%
เงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามอัตราปกติ
25,000 x 3% = 750บาท
จำนวนเงินหัก ณ ที่จ่ายแบบออกให้ครั้งเดียว
(25,000 + 750) x 3% = 772.5 บาท
โดยในใบหัก ณ ที่จ่าย จะเขียนว่าเงินได้ 25,750 บาท เงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายเท่ากับ 772.5 บาท และเงินที่ผู้รับเงินได้จริงจะเท่ากับ 24,977.5 บาท
ภาษีมูลค่าเพิ่ม
เป็นภาษีที่เราพบเห็นได้บ่อยที่สุดในชีวิตประจำวัน หรือที่เราเรียกกันว่า Vat ภาษีนี้เรียกเก็บเพิ่มจากราคาสินค้าหรือบริการที่คิดกับลูกค้า โดยปัจจุบันเรียกเก็บอยู่ที่อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%
ซึ่งหากบริษัทมีรายได้เกิน 1,8 ล้านต่อปี ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเล็กหรือบริษัทใหญ่จะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากร และต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแก่กรมสรรพากรทุกเดือนภายในเวลาที่กำหนด โดยใช้ ภ.พ 30
.
ภาษีป้าย
เป็นภาษีที่เรียกเก็บจากการแสดงป้าย ไม่ว่าจะเป็นป้ายหน้าร้าน ป้ายที่เเสดงชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายทางการค้าตามที่กฎหมายกำหนด ภาษีป้ายคิดตามขนาดของป้าย สำหรับป้ายที่ได้รับการยกเว้นไม่จำเป็นต้องเสียภาษี และจะต้องยื่นที่สำนักงานเขต หรืออำเภอที่ตั้งอยู่ภายในเดือนมีนาคมของทุกปี
.
ภาษีโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง
เมื่อเรามีรายได้จากการเปิดเช่า เราต้องเสียภาษีโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษี คือ เจ้าของทรัพย์สิน และเสียภาษีอัตราร้อยละ 12.5 ต่อปีของค่ารายได้ คำนวณได้จกสมการดังนี้
.
ค่าเช่า x 12 เดือน x อัตราภาษี 12.5%
.
ตัวอย่าง
กำหนดให้ค่าเช่าเดือนละ 5,000 บาท ต่อปี จำเป็นต้องหักภาษีโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 12.5%
.
คำนวณภาษีโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างต่อปี
5,000 บาท x 12 เดือน x 12.5% = 7,500 บาท
.
โดยเจ้าของทรัพย์สินมีรายได้ให้เช่าเดือนละ 5,000 บาท ปีละ 60,000 บาท ต้องเสียภาษีโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างในแต่ละปีเท่ากับ 7,500 บาท
.
เทคนิคการบริหารภาษีสำหรับเจ้าของกิจการ SME
1. ทำความเข้าใจการจดทะเบียนธุรกิจ
การจดทะเบียนธุรกิจ SME มีทั้งแบบบุคคลธรรมดา และนิติบุคคล ซึ่งแต่ละแบบก็มีข้อดี ข้อเสียต่างกัน ข้อดีของการจดทะเบียนพาณิชย์บุคคลธรรมดา คือ ให้เจ้าของกิจการได้มีอิสระในการดำเนินธุรกิจอย่างเต็มที่ ไม่ต้องยื่นส่งงบ หรือเอกสารทางบัญชีแก่กรมสรรพากร แต่ข้อเสีย คือ ธุรกิจจะขาดความน่าเชื่อถือในระยะยาว และขาดโอกาสในการขอสินเชื่อจากธนาคาร
ส่วนการจดทะเบียนแบบนิติบุคคล เป็นการแยกหน้าที่ระหว่างเจ้าของกิจการกับบริษัทให้ชัดเจน โดยการยกสถานะบริษัท ให้เป็นลักษณะเหมือนบุคคล เรียกว่านิติบุคคล มีหน้าที่ในการจัดทำบัญชี เสียภาษี และยื่นประกันสังคมให้แก่พนักงาน ข้อดี คือ อัตราเงินได้ของนิติบุคคลจะไม่เกิน 20% ซึ่งน้อยกว่าอัตราภาษีสูงสุดของบุคคลธรรมดาที่ 35%
ที่กล่าวไว้ข้างต้นก็เป็นข้อมูลให้ผู้ประกอบการสามารถพิจารณาได้ว่า ถ้ากิจการอยู่ในช่วงเริ่มต้นยังไม่ใหญ่มากพอไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนธุรกิจเป็นนิติบุคุคลก้ได้ แต่เมื่อมีความพร้อม ธุรกิจเติบโตขึ้นมาระดับหนุึ่ง รู้สึกว่าไม่สามารถบริหารจัดการด้วยตัวคนเดียวไหว ให้เราจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เพราะจะมีผลประโยชน์เรื่องของอัตราจัดเก็บภาษีที่น้อยกว่าบุคคลธรรมดา และสามารถขอลดหย่อนภาษีสำหรับธุรกิจได้อีกด้วย
2. มีมาตรฐานการทำบัญชีที่ดี
ส่วนใหญ่แล้วนิติบุคคลจะเลือกจ้างสำนักงานบัญชีหรือบริษัทรับดูแลบัญชี ที่มีความละเอียดรอบคอบ เข้าใจกฎหมาย และมีความเชี่ยวชาญโดยตรงมาดูเเล ซึ่งเจ้าของธุรกิจ SME จะมีหน้าที่เก็บรวบรวมใบเสร็จรายรับ - รายจ่ายต่างๆ ของธุรกิจให้ครบถ้วน เพื่อเป็นหลักฐานในการแสดงรายจ่ายต่างๆ ของธุรกิจ ซึ่งรายจ่ายบางประเภทก็สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้
และการวางระบบบัญชีที่ดี ที่สอดคล้องกับการทำงานของธุรกิจ จะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องค่าปรับทางภาษี และข้อผิดพลาดที่เกิดจากการทำงาน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของขั้นตอนการทำงาน โดยลดความซ้ำซ้อนลง รวมถึงทราบข้อมูลปิดงบทางบัญชีแต่ละเดือน เพื่อนำไปต่อยอดวางแผนภาษีประจำปีได้
ระบบจัดเอกสารทางบัญชีที่ทาง Pos & Print เห็นว่าใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน ขอแนะนำ FlowAccount และ PEAK
อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการควรพัฒนาปรับปรุงมาตรฐานทางบัญชี และการวางระบบบัญชีอยู่เสมอ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
3. เลือกปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี และบัญชี
การเลือกที่ปรึกษาด้านภาษี และบัญชี เป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้ธุรกิจของเราง่ายขึ้น เพราะทำให้ธุรกิจเสียภาษีได้อย่างถูกต้อง ลดปัญหาความวุ่นวายด้านกฎหมายภาษีอากร และเอกสาร เพื่อให้ผู้ประกอบการนำเวลาส่วนใหญ่ไปพัฒนาวางแผน บริหารจัดการธุรกิจ และการเพิ่มยอดขายมากกว่า
4. รู้สิทธิ์ลดหย่อนทางภาษีสำหรับธุรกิจ SME
การรู้สิทธิ์ลดทางภาษีสำหรับธุรกิจ SME ช่วยให้ผู้ประกอบการประหยัดภาษีลงได้ และในบางรายการก็จะได้รับการยกเว้นภาษีด้วย ซึ่งเราต้องศึกษาให้ลึกว่าประโยชน์ทางภาษีมีอะไรบ้าง สามารถลดหย่อนได้เท่าไร
โดยธุรกิจ SME หากมีกำไรสุทธิ์ไม่เกิน 300,000 บาทต่อปี จะได้รับการยกเว้นภาษี ส่วนผู้ประกอบการที่มีรายได้เกิน 300,000 บาท เสียภาษีอยู่ที่ 15% เกิน 3,000,000 บาทขึ้นไป เสียภาษีอยู่ที่ 20%
ทั้งยังมีสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่หักลดหย่อนได้ ดังนี้
1. อุปกรณ์ทำงาน หักค่าสึกหรอ และค่าเสื่อมราคา
- อาคารโรงงาน หักได้ 25%
- อุปกรณ์สำนักงาน และเครื่องใช้คอมพิวเตอร์ หักได้ 40%
- เครื่องจักร และอุปกรณ์เครื่องจักร หักได้ 40%
2. การจ้างผู้สูงอายุ
การจ้างผู้สูงอายุสามารถหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ด้วยมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมผู้สูงอายุ โดยผู้ประกอบการ SME ต้องมีการจ้างวานผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เป็นพนักงานของบริษัทที่ขึ้นทะเบียนกับกรมแรงงานเรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีค่าจ้างไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน
3. ส่งเสริมให้มีนวัตกรรมในธุรกิจ
ด้วยมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรม ผู้ประกอบการธุรกิจ SME ต้องยื่นส่งการใช้สิทธิ์ไปยัง สวทช. ให้หน่วยงานรัฐหรือเอกชนตรวจสอบ ซึ่งเป็นการหักรายจ่ายค่าการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อจะได้รับการหักลดหย่อนทางภาษี 2 เท่า
4. ส่งเสริมการเรียนรู้ให้พนักงาน
ผู้ประกอบการส่งพนักงานงานไปอบรมความรู้ สามารถหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ด้วยมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการฝึกอบรมพัฒนาฝีมือพนักงาน
5. เสียภาษีให้ถูกต้อง
อันดับแรกเราต้องทำความเข้าใจประเภทการจดทะเบียนธุรกิจเราว่าเป็นบุคคลธรรมดา หรือแบบนิติบุคคล แล้วจึงมาดูสิทธิลดหย่อนทางภาษีต่อว่ามีอะไรบ้าง หรือรายการไหนได้รับการยกเว้นภาษีไหม และการปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก็จะช่วยให้เราเสียภาษีได้อย่างถูกต้องครบถ้วน ลดปัญหาหรือภาระที่จะตามมา ซึ่งอัตราภาษีของธุรกิจ SME มีวิธีการคิดคำนวณแบบขั้นบันได ดังนี้
1. ยกตัวอย่างกรณีขาดทุน
ตัวเลขการดำเนินธุรกิจทั้งปี
- รายได้ทั้งปี 1,000,000 บาท
- ค่าใช้จ่ายทั้งปี 1,500,000 บาท
- ชำระภาษีระหว่างปีไปแล้ว 100,000 บาท
จากข้อมูลข้างต้นบอกว่า มีค่าใช้จ่ายมากกว่ารายได้อยู่ 500,000 บาท ดังนั้นผลลัพธ์ออกมาเลยขาดทุน จึงไม่ต้องชำระภาษี และเรายังขอคืนภาษีที่ชำระแล้วระหว่างปี 100,000 บาทได้อีกด้วย
2. ยกตัวอย่างกรณีกำไรสุทธิ์ไม่เกิน 300,000 บาท
ตัวเลขการดำเนินธุรกิจทั้งปี
- รายได้ทั้งปี 1,000,000 บาท
- ค่าใช้จ่ายทั้งปี 800,000 บาท
- ชำระภาษีระหว่างปีไปแล้ว 100,000 บาท
จากข้อมูลข้างต้นบอกว่า มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 200,000 บาท คิดจากรายได้ทั้งปี - ค่าใช้จ่ายทั้งปี จะยกเว้นการเก็บภาษีสำหรับกำไรที่ไม่เกิน 300,000 บาท และเรายังขอคืนภาษีที่ชำระแล้วระหว่างปี 100,000 บาทได้อีกด้วย
3.ยกตัวอย่างกรณีกำไรสุทธิ มากกว่า 300,000 บาท
ตัวเลขการดำเนินธุรกิจทั้งปี
- รายได้ทั้งปี 1,000,000 บาท
- ค่าใช้จ่ายทั้งปี 300,000 บาท
- ชำระภาษีระหว่างปีไปแล้ว 100,000 บาท
จากข้อมูลข้างต้นบอกว่า มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 700,000 บาท ได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับ 300,000 บาทแรก ดังนั้นจะเหลือกำไรสุทธิที่ไม่ได้นำมาคิดอยู่ 400,000 บาท จะต้องนำมาชำระภาษี 15%
.
400,000 บาท x 15% = 60,000 บาท
.
นอกจากนี้เราได้ชำระภาษีระหว่างปีไปแล้ว 100,000 บาท ดังนั้นเราจะขอคืนภาษีได้ที่ 40,000 บาท โดยคำนวณจาก
.
100,000 บาท - 60,000 บาท = 40,000 บาท
.
ยื่นภาษีธุรกิจ SME ได้เมื่อไร ?
สำหรับการยื่นแบบภาษีแต่ละประเภท มีแบบยื่น กำหนดการ และค่าปรับดังนี้
.

.
นอกจากนี้หากเจ้าของธุรกิจยื่นไม่ทันตามเวลาที่กำหนด สามารถขอยื่นภาษีย้อนหลังผ่านระบบภาษีออนไลน์ของกรมสรรพากร ซึ่งจะต้องชำระภาษีตามเบี้ยปรับในอัตราที่กำหนดไว้
การบริหารจัดการภาษี อาจมีหลายอย่างที่เราจะต้องเรียนรู้ และทำความเข้าใจ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการเป็นเจ้าของกิจการ การที่เราสามารถบริหารภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น นอกจากจะทำให้เราได้รับสิทธิประโยชน์จากภาษี ยังส่งผลให้ธุรกิจของเราสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่น และเติบโต
.
ยื่นภาษีธุรกิจ SME ที่ไหน ?
เจ้าของธุรกิจ SME ยื่นแบบแสดงรายการภาษีตามประเภทภาษีที่ต้องเสีย โดยสามารถยื่นแบบเเสดงรายการภาษีด้วยตัวเองที่กรมสรรพากรในพื้นที่สาขา หรือยื่นแบบแสดงรายการภาษีได้ทางออนไลน์ www.rd.go.th และชำระภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยชำระภาษีผ่านระบบ e-payment ผ่านเว็บไซด์กรมสรรพากร หรือชำระด้วยตัวเองผ่านธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วม
.
สรุป
การบริหารจัดการภาษี อาจมีหลายอย่างที่เราจะต้องเรียนรู้ และทำความเข้าใจ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการเป็นเจ้าของกิจการ การที่เราสามารถบริหารภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น นอกจากจะทำให้เราได้รับสิทธิประโยชน์จากภาษี ยังส่งผลให้ธุรกิจของเราสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่น และเติบโต
หวังว่าบทความข้างต้นนี้ ที่ทางเรา POS&Print ได้รวบรวมข้อมูลมาจะช่วยให้ทุกๆคนที่ผ่านเข้ามาอ่านได้ความรู้ และเข้าใจในเรื่องของภาษีมากขึ้นไม่มากก็น้อย
สำหรับเจ้าของธุรกิจ SME ที่มีความต้องการใช้กระดาษความร้อนสำหรับพิมพ์ใบเสร็จ ทางเรา Pos & Print มีจัดจำหน่ายในราคาสุดคุ้มค่า คุณภาพสูง ยิ่งซื้อมากยิ่งคุ้ม!
.
บทความใกล้เคียงกัน
![POS-PrinterSEO[MAY23]AW01(1)](https://itp1.itopfile.com/ImageServer/z_itp_20062023l5fn/913/0/POS-PrinterSEO[MAY23]AW01(1)z-z391546592680.webp)