2

กระดาษความร้อนที่เราพบเห็นตามท้องตลาด โดยทั่วไปแล้วคนปกติที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญอาจไม่ทันได้สังเกตุถึงกระดาษความร้อนที่ขายอยู่ว่า แม้จะมีสเปคที่เหมือนกัน แต่ในความเป็นจริงนั่น ทั้งขนาด คุณภาพ และความยาวมีความแตกต่างกันอยู่มาก ซึ่งเป็นทริคในธุรกิจ โดยในบทความนี้ Pos&Print จะมาเปิดเผยความจริง และขอแนะนำ 4 เรื่องที่ต้องรู้ในการตรวจสอบคุณภาพของกระดาษความร้อน พร้อมแชร์ Tip การเลือกซื้อกระดาษความร้อนโดยดูได้จากทั้ง 6 คุณลักษณะ

.

4 เรื่องที่ต้องรู้ในการตรวจสอบคุณภาพของกระดาษความร้อน มีอะไรบ้าง?

1. ขนาดของแกนกระดาษ

แกนกระดาษขนาดมาตรฐานอยู่ที่ 12 - 13 มิล ซึ่งถ้าแกนกระดาษมีขนาดใหญ่ขึ้นจะทำให้ความยาวของม้วนกระดาษความร้อนสั้นลง เช่น กระดาษความร้อน ขนาด 80x80 มิล ทั้ง 2 เจ้า มีขนาดแกนในเท่ากัน แต่เจ้าแรก มีขนาดแกนนอกอยู่ 16 มิล ราคา 37 บาทต่อม้วน ความยาวอยู่ที่ 68 เมตร กลับกันเจ้าที่สอง มีขนาดแกนนอกอยู่ 18 มิล ราคา 35 บาท ความยาวอยู่ที่ 63 เมตร ถึงแม้ราคาต่อม้วนจะถูกลงกว่าม้วนแรก แต่คุณจะได้รับความยาวของกระดาษที่สั้นลง นั้นหมายความว่าคุณจะได้รับจำนวนใบเสร็จน้อยลงเมื่อใช้งานกับเครื่องปริ้นเตอร์ และเมื่อเปรียบเทียบกันเรื่องความยาวไม่ใช่ราคาต่อม้วน ตัวเลือกแรกจะมีความคุ้มค่ากว่ามาก นอกจากนี้ในแง่ของการผลิตหากเราไม่ได้รวมขนาดของแกนกระดาษไปด้วยเมื่อผลิตเป็นสินค้าจริง แล้วแกนมีขนาดใหญ่ตัวกระดาษความร้อนจะไม่สามารถใส่เข้าไปในเครื่องปริ้นเตอร์ได้ หรือก็คือถ้าพิมพ์ตามความยาวจริงรวมกับขนาดแกนจะมีขนาดเกิน 80x80 มิล 

2. ไดมิเตอร์สั้น หมายถึงความยาวสั้นลง 

มองด้วยตาเปล่าอาจไม่สังเกตุเห็นถึงความแตกต่างของกระดาษความร้อน แต่ถ้าเราใช้ไม้บรรทัด หรือไม้เวอร์เนียร์คาลิปเปอร์วัดขนาดของกระดาษ จะพบว่าขนาดของกระดาษความร้อนทุกร้าน จะไม่เท่ากับขนาดจริง เช่น กระดาษความร้อนขนาด 80x80 มิล ไดมิเตอร์วัดขนาดเเล้วหดสั้นลง 2 มิล เหลือ 78 มิล แต่ไม่ต้องแปลกใจไป เพราะเป็นปกติของการผลิตกระดาษที่จะคิดค่าบวกลบของไดมิเตอร์ไม่เกิน 5% ซึ่งถ้าเกินกว่านี้ก็เป็นที่แน่นอนแล้วว่าคุณได้รับขนาดกระดาษความร้อนที่ไม่ตรงตามสเปคจริง 

3. ความหนาของกระดาษ 

ความหนาของกระดาษเรียกกันว่า Thinness หรือ แกรม ซึ่งมีหลายแกรมกระดาษตามท้องตลาด เช่น 58 แกรม, 65 แกรม, 76 แกรม ฯลฯ ขนาดของแกรมกระดาษที่ต่างกันนำมาซึ่งคุณภาพ ราคา และความยาวที่ต่างกัน เช่น กระดาษความร้อน ขนาด 80x80 mm. ความหนา 65 แกรม ความยาวอยู่ที่ 68 เมตร ขณะเดียวกัน กระดาษความร้อน ขนาด 80x80 mm. ความหนา 58 แกรม ความยาวกระดาษอยู่ที่ 74 เมตร ซึ่งหมายความว่าแกรมกระดาษที่หนาน้อยลงจะทำให้ความยาวของม้วนกระดาษความร้อนเพิ่มขึ้น ข้างล่างนี้คือตารางเปรียบเทียบ ความหนา ความยาว และราคาของกระดาษความร้อน

.

* ตัวเลขสมมติราคากระดาษความร้อน
. 

4. กระดาษความร้อนคุณภาพต่ำ 

กระดาษความร้อนคุณภาพต่ำส่งผลกระทบต่อการใช้งานและเครื่องปริ้น เนื่องจากทำให้การเคลือบสารเคมีไม่ติดสนิทกับพื้นผิวกระดาษ เมื่อปริ้นออกมาภาพจะเบลอ เพราะมีความไวต่อความร้อนต่ำ ลูกค้าของคุณอ่านสลิปใบเสร็จที่ปริ้นออกมาได้ยาก ฉะนั้นการเลือกซื้อกระดาษความร้อนที่มีคุณภาพสูงถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่ง ที่จำเป็นจะต้องเลือกกระดาษที่มีความไวต่อความร้อน เพราะเวลาที่ปริ้นออกมาจะให้ภาพที่คมชัด อีกทั้งการใช้กระดาษความร้อนคุณภาพต่ำยังส่งผลเสียต่อหัวเครื่องปริ้นทำให้หัวเครื่องปริ้นมีอายุการใช้งานที่สั้นลง จำไว้อย่างหนึ่งว่า “การซื้อกระดาษความร้อนคุณภาพต่ำอาจดูเหมือนช่วยประหยัดเงิน เเต่อันที่จริงจะทำให้คุณจ่ายเงินบ่อยๆในระยะยาวแทน” วิธีเเนะนำ คือ ให้เราเลือกซื้อกระดาษกับร้านค้าที่มีชื่อเสียง หรือมีเครดิตมากพอ 

.

Tip การเลือกซื้อกระดาษความร้อนโดยดูจาก 6 คุณลักษณะ

.

1. บรรจุภัณฑ์หีบห่อ/ม้วน ที่ทนต่อความร้อน
การเลือกซื้อกระดาษความร้อนที่มีการบรรจุภัณฑ์หีบห่อที่เหมาะสม ก็สำคัญไม่แพ้กับการเลือกซื้อโดยดูจากคุณภาพของกระดาษความร้อนเช่นกัน เพราะตัวกระดาษเองมีความเซนซิทีฟต่อความร้อนสูง เมื่อเก็บไว้ในที่อุณหภูมิเกิน 60 องศา ตัวกระดาษจะเกิดความเสียหาย โดยเปลี่ยนจากกระดาษสีขาวเป็นสีดำ ทำให้นำไปใช้งานต่อไม่ได้ เนื่องจากสารเคมีในกระดาษทำปฎิกีริยาต่อความร้อนไปแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าว ควรมองหาบรรรจุภัณฑ์ที่ป้องกันความร้อน หรือแสง UV และตัวบรรจุภัณฑ์ต้องมีความเหนียวมากพอเพื่อป้องกันการขีดข่วน 

2. ความหนาของกระดาษมีผลต่อความยาว 

การที่เราเลือกซื้อกระดาษความร้อนโดยดูจากคุณภาพความหนาของกระดาษเพียงอย่างเดียว เพราะมองว่าคุ้มค่า และมีคุณภาพสูง นั่นถูกครึ่งเดี่ยว และผิดอีกครึ่ง เพราะการเลือกซื้อกระดาษโดยพิจารณาจากความหนาต้องดูจากวัตถุประสงค์ในการใช้งานด้วย เช่น ในบิลแจ้งค่าน้ำค่าไฟ จำเป็นจะต้องใช้กระดาษที่มีความหนาพิเศษ เพื่อประโยชน์ในการเก็บรักษา เพราะต้องใช้เป็นเอกสารทางบัญชี ที่ต้องการการเก็บรักษาไว้อย่างน้อยเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งความยาวต่อม้วนก็จะน้อยลงมา แลกกันกับคุณภาพของกระดาษ ส่วนในบิลใบเสร็จร้านค้า และร้านอาหาร ไม้จำเป็นต้องใช้กระดาษที่มีความหนามากขนาดนั้น เพราะเน้นในเรื่องของราคาถูก ปริมาณกระดาษต่อม้วนเยอะ และความรวดเร็วในการออกใบเสร็จให้ลูกค้า 

3. ความเรียบเนียน 

กระดาษความร้อนที่ดีต้องมีความเรียบเนียน นุ่มลื่น ทั้งข้างหน้า ข้างหลัง และทั่วทั้งแผ่น ซึ่งถ้าหากกระดาษไม่มีความเรียบเนียนจะทำให้ภาพที่พิมพ์ออกมาไม่คมชัด และเกิดปัญหาขึ้นกับหัวเครื่องปริ้นได้ 

4. ความทนทานต่อสภาพแวดล้อม 

กระดาษความร้อนที่ใช้โดยทั่วไปไม่มีการเคลือบสารเคมีป้องกันไว้ เมื่อสัมผัสกับของเหลว อุณหภูมิเปลี่ยนแปลง หรือตัวทำละลาย เช่น น้ำ น้ำมัน และแฮกอฮอล์ ฯลฯ จะทำให้กระดาษเกิดความเสียหาย และมีอายุการเก็บรักษาที่สั้นลง ดังนั้นถ้าต้องการให้กระดาษความร้อนทนทานต่อสภาพแวดล้อมต่างๆ ขอแนะนำให้เลือกซื้อกระดาษความร้อนชนิด Top Coat ซึ่งจะทนทานกว่ากระดาษความร้อนแบบธรรมดา 

5. การเข้ากันได้กับเครื่องปริ้นเตอร์ 

ในการใช้งานครั้งแรกเราอาจไม่ได้ทราบขนาดกระดาษความร้อนจริงๆที่ใส่ได้พอดีกับเครื่องปริ้นเตอร์ ทำให้ซื้อมาแล้วใส่ไม่ได้ กระดาษติดในตัวเครื่อง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้น จึงต้องศึกษารุ่นของเครื่องปริ้นเตอร์ ว่ารองรับกระดาษหน้ากว้างขนาดเท่าไร และแต่ละเครื่องปริ้นเตอร์ใช้กับกระดาษแบบไหน เช่น เครื่องรูดบัตร EDC จะรองรับกระดาษหน้ากว้าง ขนาด 57x40 mm. ส่วนเครื่องคิดเงิน POS จะรองรับกระดาษหน้ากว้าง ขนาด 80x80 mm. 

6. อายุการเก็บรักษาที่ยาวนาน 

กระดาษที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตกระดาษความร้อนนั้น แต่ละยี่ห้อมีอายุการเก็บรักษาไม่เท่ากัน ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์วัตถุดิบกระดาษที่ 1 มีอายุการเก็บรักษาเพียงแค่ 2 ปี ก็เสื่อมสภาพลง แต่แบรนด์วัตถุดิบกระดาษที่เป็นพาร์ทเนอร์กับ Pos&Print มีอายุการเก็บรักษาที่ยาวนาน เพราะมาจากอุตสาหกรรมผู้ผลิตกระดาษชั้นนำระดับโลก ที่ได้รับความความเชื่อถือ เช่น Oji ,Mitsubishi ,Hansol ,Fasson 

.

สรุป

มีหลายร้านค้าที่ไม่ได้บอกความจริงกับลูกค้า แต่เราสามารถตรวจสอบคุณภาพของกระดาษความร้อนได้ด้วยตัวเองจากการสังเกตุขนาดของแกนกระดาษ ขนาดของไดมิเตอร์ ความหนาของแกรมกระดาษ และจากการลองซื้อสินค้ามาใช้งานเพื่อทดสอบว่าม้วนกระดาษความร้อนมีคุณภาพดีหรือไม่ 

แล้วเราจะพิจารณาเลือกซื้อสินค้าจากบรรจุภัณฑ์หีบห่อที่เหมาะสม การใช้งานตามประเภทของแกรมกระดาษ และความเรียบเนียบของกระดาษ และต้องดูขนาดกระดาษความร้อนที่เหมาะสมกับเครื่องปริ้น ซึ่งหากต้องการความทนทานเพื่อการเก็บรักษาหลังการปริ้น เราจะเลือกใช้เป็นกระดาษความร้อนชนิด Top Coat 

แต่คุณไม่ต้องเสี่ยง และเสียเวลากับการพิจารณาเลือกซื้อกระดาษความร้อนอีกต่อไป เพราะ Pos&Print เรามั่นใจในคุณภาพ เพราะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกระดาษความร้อนอย่างแท้จริง เพียงแค่ทักเข้ามาสอบถามเรา เราพร้อมให้คำปรึกษา และแนะนำสินค้าที่เหมาะสมกับการใช้งานของคุณลูกค้าได้อย่างแน่นอน สามารถเลือกซื้อสินค้าของ Pos&Print ทั้งหมดได้โดยคลิกที่ลิงค์ Banner ข้างล่างนี้ 

.

Pos&Print เพื่อนคู่คิดผู้ประกอบการ

.

POS-PrinterSEO[MAY23]AW01(1)